ผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการบนใบหน้าอื่นๆ
อาจประสบปัญหาต่างๆของโรคหูได้ง่ายกว่าผู้ป่วยทั่วไป
ทั้งนี้เนื่องมาจากความผิดปกติแต่กำเนิดเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กอยู่ใน
ครรภ์มารดาซึ่งการเจริญของหูและกระดูกใบหน้าต่างพัฒนาในช่วงเวลาเดียวกัน
รวมทั้งพัฒนามาจากจุดกำเนิดเดียวกัน (first and second branchial arch)
นอกจากความผิดปกติของหูซึ่งอาจมีมาแต่กำเนิดแล้ว
เด็กอาจมีปัญหาของโรคหูเกิดขึ้นตามมาในภายหลังได้
เนื่องจากหูชั้นกลางมีการติดต่อกับบริเวณคอหลังโพรงจมูก
ดังนั้นการที่เด็กมีความผิดปกติของใบหน้า จมูก คอ เพดานปาก
และโพรงไซนัสจึงสามารถส่งผลให้หูทำงานผิดปกติได้และเกิดโรคของหูตามมา
ส่วนประกอบและหน้าที่ของหู
หูแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่
- หูชั้นนอก ประกอบด้วย ใบหู รูหู จนถึงเยื่อแก้วหู หูชั้นนอกมีหน้าที่รับเสียงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
- หูชั้นกลาง ประกอบด้วย กระดูกหูเล็กๆ 3 ชิ้น คือกระดูกค้อน ทั่ง
และโกลน โดยกระดูกค้อนจะแนบติดกับเยื่อแก้วหู
และกระดูกโกลนจะติดต่อกับหูชั้นใน นอกจากนี้ยังมีท่อยูสเตเชียน
เป็นทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลางกับบริเวณคอหลังโพรงจมูก
ทำให้หูชั้นกลางมีการปรับความดันภายในให้เท่ากับภายนอกอย่างเหมาะสม
หูชั้นกลางมีหน้าที่ขยายเสียงที่รับมาจากหูชั้นนอกผ่านเยื่อแก้วหูและกระดูก
หูทั้ง 3 ชิ้น ส่งไปถึงหูชั้นใน
- หูชั้นใน ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ โคเคลีย
มีลักษณะคล้ายก้นหอยทำหน้าที่รับสัมผัสเสียงแล้วส่งต่อไปตามประสาทรับเสียง
ไปยังสมอง และท่อเซมิเซอคิวลา มีลักษณะคล้ายท่อครึ่งวงกลม 3 คู่
ทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวและรับรู้การเคลื่อนไหว
แล้วส่งต่อไปตามประสาทการทรงตัวไปยังสมอง
ปัญหาโรคหู
เราอาจแบ่งโรคหูตามช่วงเวลาที่เกิดความผิดปกติได้ ดังนี้
- โรคหูที่เป็นแต่กำเนิด
ทารกในครรภ์มารดาเริ่มมีการเจริญของหูที่อายุครรภ์ประมาณ 8 สัปดาห์
และเจริญสมบูรณ์ที่อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์
ดังนั้นการที่ครรภ์มารดาถูกกระทบกระเทือนด้วยทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภาย
นอกต่างๆในช่วงอายุครรภ์ดังกล่าวนี้ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม
การใช้ยา การได้รับรังสี การบาดเจ็บ
และอื่นๆก็ล้วนมีผลกระทบต่อการเจริญของหูได้
โรคหูที่เป็นมาแต่กำเนิดมีหลากหลาย ได้แก่ ใบหูเล็กหรือผิดรูป
ไม่มีรูหูหรือมีรูหูขนาดเล็กมาก
ไม่มีหูชั้นกลางโดยช่องหูชั้นกลางเป็นกระดูกทึบหรือมีหูชั้นกลางแต่กระดูกนำ
เสียง 3 ชิ้นแข็งติดกันไม่สามารถนำเสียงได้
หูชั้นในไม่เจริญทำให้มีอาการหูตึง หรือหูหนวกสนิท
- โรคหูที่เกิดขึ้นภายหลัง
หูจะสามารถทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อท่อยูสเตเชียนสามารถปรับความดันในช่องหูชั้น
กลางให้เท่ากับความดันอากาศภายนอก
มิฉะนั้นช่องหูชั้นกลางจะมีสภาพเป็นเหมือนห้องปิดที่ไม่มีช่องระบาย
มีความดันเป็นลบและมีน้ำเหลืองขัง
เยื่อแก้วหูจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวและนำเสียงได้ดีเพราะมีน้ำท่วมขังอยู่
ด้านหลัง เด็กที่มีเพดานโหว่จะพบปัญหาหูอื้อ
หูตึงจากเหตุดังกล่าวได้บ่อยเนื่องจากเด็กมีความผิดปกติของกล้ามเนื้อเพดาน
อ่อนซึ่งเป็นกล้ามเนื้อสำคัญที่ทำหน้าที่ปิดเปิดท่อยูสเตเชียน
นอกจากนี้เด็กเพดานโหว่ยังมีโอกาสสำลักนมสำลักอาหารผ่านรูโหว่ที่เพดานปาก
ได้บ่อย จึงมีความเสี่ยงของการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็น
หูชั้นกลางอักเสบ แก้วหูทะลุ หูน้ำหนวกเรื้อรัง
หรือหูน้ำหนวกชนิดอันตรายร้ายแรง (cholesteatoma) ได้
การตรวจพิเศษทางหู
นอกจากการตรวจเบื้องต้นทางหูคอจมูกอย่างละเอียด
ซึ่งรวมไปถึงการใช้กล้องกำลังขยายสูง (microscope)
เพื่อให้เห็นรายละเอียดของรูหูส่วนนอก เยื่อแก้วหู
และหูชั้นกลางอย่างชัดเจนแล้ว
ผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้ายังจำเป็นต้องรับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมใน
เรื่องความสามารถในการรับฟังเสียง รวมทั้งสภาวะการทำงานของหูด้วย
การตรวจพิเศษทางหูนี้ได้แก่
- Audiometry คือ การตรวจวัดระดับการได้ยินเสียง
ซึ่งจะวัดระดับการได้ยินทั้งเสียงที่ผ่านมาทางอากาศ (air conduction)
และเสียงที่ผ่านมาโดยตรงที่กระดูกกกหู (bone conduction)
โดยการตรวจชนิดนี้จะใช้ตรวจกับเด็กโตอายุประมาณ 4 ปีขึ้นไป
หรือผู้ใหญ่ที่สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจได้ ส่วนเด็กเล็กอายุ 2-4
ปีจะใช้ Play Audiometry โดยใช้ของเล่นเป็นสื่อช่วยในการตรวจ
- Behavioral Observation Audiometry (BOA)
คือการตรวจการได้ยินเสียงจากการสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองต่อเสียง เช่น
เด็กมีอาการสะดุ้งเมื่อปล่อยเสียงกระตุ้น หรือหันหน้าเข้าหาเสียง
การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจเบื้องต้นในเด็กเล็กที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือใน
การตรวจ ผลที่ได้จะบอกเพียงคร่าวๆ ไม่ใช่การวัดระดับการได้ยินที่แท้จริง
- Otoacoustic Emission (OAE)
คือการตรวจวัดระดับเสียงสะท้อนจากหูชั้นในเมื่อปล่อยเสียงกระตุ้น
ผลที่ได้จะช่วยบ่งชี้ถึงความผิดปกติของหูชั้นในได้ดี
การตรวจชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยจึงสามารถเลือกใช้
กับการตรวจผู้ป่วยเด็กเล็กได้
- Auditory Brain Stem Response (ABR)
คือการตรวจวัดคลื่นจากประสาทหูและก้านสมองเมื่อปล่อยเสียงกระตุ้น
ผลที่ได้จะช่วยบ่งชี้ภาวะหูเสื่อมจากความผิดปกติที่อยู่ถัดไปจากหูชั้นใน
ซึ่งได้แก่ประสาทหูและก้านสมอง
และยังช่วยประมาณระดับความรุนแรงของการได้ยินด้วย
การตรวจชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยจึงสามารถเลือกใช้
กับการตรวจผู้ป่วยเด็กเล็กได้
- Tympanometry คือการตรวจดูการทำงานของหูชั้นกลาง
ผลที่ได้จะช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยความผิดปกติของหูชั้นกลาง เช่น
ภาวะมีน้ำเหลืองขังในช่องหูชั้นกลาง
ภาวะที่กระดูกหูแข็งติดกันไม่สามารถนำเสียงได้ดี
การตอบสนองของกล้ามเนื้อหูชั้นกลางต่อเสียงกระตุ้น (stapedial reflex)
ระดับความดันในช่องหูชั้นกลางซึ่งบ่งชี้ถึงการทำงานของท่อยูสเตเชียน
เป็นต้น
แนวทางการรักษาปัญหาทางหูที่พบบ่อย
- ปัญหาความพิการแต่กำเนิดของรูหูชั้นนอกและช่องหูชั้นกลาง
ผู้ป่วยประเภทนี้มักพบร่วมกับการมีใบหูเล็กผิดรูป และกระดูกกรามบน
กรามล่างมีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มักมีความผิดปกติข้างเดียว
ทำให้รูปใบหน้าไม่เท่ากัน แต่ก็อาจพบความผิดปกติทั้ง 2 ข้างในบางรายได้
แพทย์จะต้องประเมินระดับความสามารถในการรับฟังเสียง
หากผู้ป่วยมีปัญหาหูตึงในด้านใดด้านหนึ่งเพียงข้างเดียว โดยมีข้างหนึ่งปกติ
ผู้ป่วยจะไม่มีปัญหาในการพูดคุยสื่อสารกับบุคคลอื่น สามารถพัฒนาภาษา
และเรียนหนังสือได้ปกติ
ดังนั้นแพทย์จะแก้ไขเฉพาะใบหูที่ไม่สวยงามให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสังคมร่วมกับ
เด็กคนอื่น
ส่วนปัญหาหูตึงได้ยินไม่ชัดจะรอให้ผู้ป่วยตัดสินใจเองว่าต้องการผ่าตัดแก้ไข
หรือไม่เมื่อผู้ป่วยมีอายุ 18 ปีซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว
ส่วนผู้ป่วยที่มีหูตึงทั้ง 2 ข้างจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
มิฉะนั้นผู้ป่วยอาจพูดไม่ได้ และมีปัญหาในการเรียนและการเข้าสังคม
โดยผู้ป่วยจะได้รับเครื่องช่วยฟังที่ปรับเครื่องให้เหมาะสมกับภาวะหูตึงของ
ผู้ป่วย จากนั้นแพทย์จะรอจนกระทั่งผู้ป่วยมีอายุประมาณ 6-7 ปีขึ้นไป
ซึ่งเป็นอายุที่เหมาะสมต่อการผ่าตัด
แล้วแพทย์จึงจะทำการผ่าตัดเสริมสร้างรูหูส่วนนอก เสริมสร้างเยื่อแก้วหู
รวมทั้งแก้ไขความผิดปกติของกระดูกหูในช่องหูชั้นกลางซึ่งอาจต้องใช้กระดูกหู
เทียม โดยจะเลือกทำในหูข้างที่น่าจะได้ผลการรักษาที่ดีกว่าเพียงข้างเดียว
- ปัญหาน้ำเหลืองขังในช่องหูชั้นกลาง
ผู้ป่วยที่มีการทำงานของท่อยูสเตเชียนผิดปกติโดยเฉพาะผู้ป่วยเพดานโหว่มักมี
น้ำเหลืองขังอยู่เรื้อรังในหูชั้นกลาง
แม้ว่าการผ่าตัดแก้ไขเพดานโหว่จะช่วยลดปัญหาการสำลัก
และการติดเชื้อในหูชั้นกลางและโพรงไซนัส
แต่ผู้ป่วยจะยังคงมีปัญหาน้ำเหลืองขังในช่องหูชั้นกลางอยู่เนื่องจากกล้าม
เนื้อเพดานอ่อนยังคงไม่สามารถเปิดท่อยูสเตเชียนได้ดี
ผู้ป่วยส่วนหนึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาซึ่งอาจต้องรับประทานยานานหลาย
เดือน ร่วมกับการเบ่งลมออกหูขณะปิดปากและบีบจมูก
เพื่อให้แรงดันลมเปิดท่อยูสเตเชียนออก
แต่ผู้ป่วยบางส่วนที่ใช้ยาไม่ได้ผลจะต้องมารับการผ่าตัดใส่ท่อปรับความดันใน
หูชั้นกลาง
เมื่อใส่ท่อแล้วหูชั้นกลางจะไม่อยู่ในสภาพเป็นห้องปิดที่มีความดันเป็นลบอีก
ผู้ป่วยจึงไม่มีน้ำเหลืองขังและได้ยินดี
- ปัญหาหูน้ำหนวก
ทั้งการที่ท่อยูสเตเชียนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
และการสำลักนมสำลักอาหารบ่อยๆ ต่างเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่
และความพิการบนใบหน้าอื่นๆ มีปัญหาหูน้ำหนวกได้ง่าย
เมื่อเด็กมีปัญหาหูอื้อ ปวดหู มีหนองไหล
แพทย์จะพิจารณาว่าโรคหูน้ำหนวกนั้นเป็นชนิดเฉียบพลัน หรือชนิดเรื้อรัง
หากเป็นชนิดเรื้อรังแล้ว โรคได้ทำลายส่วนใดของหูบ้าง เช่นเยื่อแก้วหูทะลุ
กระดูกหูสึกกร่อน ประสาทหูชั้นในเสื่อม หรือโรคได้ลุกลามไปเกินหู
เข้าสู่กระดูกกกหู มีลักษณะอันตรายร้ายแรง (cholesteatoma)
ที่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่อันตรายหรือไม่ เช่น หน้าเบี้ยว
หูหนวกสนิทถาวร เวียนศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีในสมอง
ผู้ป่วยหูน้ำหนวกเฉียบพลันจะได้รับการรักษาทางยาเป็นหลัก
ส่วนผู้ป่วยหูน้ำหนวกเรื้อรังนั้น แพทย์มักจะให้ยาประคับประคองไปก่อน
จนกระทั่งเด็กมีอายุมากพอสมควร ประมาณช่วงก่อนวัยรุ่นขึ้นไป
ซึ่งท่อยูสเตเชียนสามารถทำงานได้ดีขึ้นแล้วจึงจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับการผ่า
ตัด
แต่ถ้าผู้ป่วยมีหูน้ำหนวกชนิดอันตรายร้ายแรงซึ่งมีความเสี่ยงต่อความพิการ
และชีวิต แพทย์จะทำการผ่าตัดทันที
เครื่องช่วยฟัง
หากปัญหาการได้ยินไม่ชัดของผู้ป่วยมีสาเหตุมาจากรูหูชั้นนอก
หรือมาจากหูชั้นกลางแพทย์สามารถผ่าตัดแก้ไขได้
แต่ถ้าผู้ป่วยมีสาเหตุของปัญหาจากหูชั้นใน
หรือมีข้อห้ามใดๆต่อการผ่าตัดซึ่งแพทย์ไม่สามารถผ่าตัดได้
ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังเพื่อขยายเสียงให้สามารถรับฟังเสียงได้
ดีขึ้น
ทั้งนี้ระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินต้องไม่รุนแรงถึงขั้นหนวกสนิท
เครื่องช่วยฟังแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
- เครื่องช่วยฟังชนิดเสียงผ่านมาทางกระดูก (bone conduction hearing
aid) ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีรูหูชั้นนอก
ผู้ป่วยจึงต้องใช้เครื่องที่สัมผัสไว้กับกระดูกกกหูแล้วคาดไว้กับศีรษะ
เหมือนการใส่ที่คาดผม
เครื่องจะรับเสียงแล้วแปลงสัญญาณเสียงให้กระดูกกกหูเกิดการสั่น
และนำเสียงไปสู่หูชั้นใน
- เครื่องช่วยฟังชนิดเสียงผ่านมาทางอากาศ มีหลายแบบ ได้แก่
- เครื่องช่วยฟังแบบกล่อง (body type) ผู้ป่วยต้องใส่เครื่องที่เป็นกล่องไว้กับกระเป๋าเสื้อแล้วมีสายต่อจากเครื่องมาที่หู
- เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังหู (behind the ear) เครื่องจะเหน็บไว้ที่หลังหู
- เครื่องช่วยฟังแบบใส่ไว้ในช่องหู โดยเครื่องจะถูกหล่อแบบให้พอดีกับหูผู้ใช้แต่ละคน มี 3 ขนาดได้แก่
- เครื่องช่วยฟังแบบใส่หู (in the ear) เครื่องจะใส่ไว้ที่ปากรูหูเป็นขนาดเต็มช่องหู เหมาะกับผู้ที่มีหูเสื่อมปานกลางถึงมาก
- เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กใส่ในรูหู (in the canal) เครื่องมีขนาดเล็กลง ใส่ลึกขึ้นในรูหู เหมาะกับผู้ป่วยหูเสื่อมน้อยถึงมาก
- เครื่องช่วยฟังขนาดจิ๋วใส่ในรูหู (complete in the canal)
เครื่องมีขนาดเล็กมากจนเกือบมองไม่เห็น
เหมาะกับผู้ป่วยที่หูเสื่อมน้อยถึงปานกลาง
- เครื่องช่วยฟังแบบแว่นตา
เครื่องจะมีเครื่องรับและขยายเสียงอยู่ที่ขาของแว่นตา
และมีท่อเล็กๆนำเสียงจากขาแว่นเข้าสู่ช่องหูอีกทีหนึ่ง
ใช้ในกรณีผู้ป่วยที่ต้องใส่แว่นตาอยู่แล้ว แต่ไม่นิยมและมีราคาแพง
โดยสรุปแล้วผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการบนใบหน้าอื่นๆ
จะต้องได้รับการตรวจหู
และประเมินระดับความสามารถในการรับฟังเสียงด้วยการตรวจพิเศษ
เพื่อทราบถึงความรุนแรงของปัญหาด้านหูที่มีอยู่
และให้การบำบัดรักษาซึ่งอาจเป็นการรักษาด้วยยา หรือรับการผ่าตัด
ตลอดจนฟื้นฟูสภาพด้วยเครื่องช่วยฟัง
และเฝ้าระวังโรคทางหูที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
การดูแลรักษาปัญหาของหูที่ถูกต้อง
นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยรับฟังเสียงได้ดีขึ้นแล้ว
ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา การเข้าสังคม และการเรียนอีกด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น